โดย ดร.อีลีน เคนเนดี้-มัวร์
มีไม่กี่เรื่องที่ทำให้ผู้ปกครองหงุดหงิดมากไปกว่าการมีลูกที่ “ขาดความพยายาม” ไม่ว่าจะเป็นการบ้านวิชาคณิตศาสตร์
หรือการเรียนกีตาร์ที่ลูกขอเรียนแต่ไม่เคยซ้อม เราอยากให้ลูกๆเป็นเด็กกระตือรือร้นในการเรียนรู้
มีความพยายาม กล้าเผชิญความท้าทาย และเข้าใจคุณค่าของความมานะอดทน
ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่เราพ่อแม่พบเจอมักจะเป็นการลากเท้าหรือการพร่ำบ่น “มันน่าเบื่อ! ” จากปากลูกแทน
ทำให้เป็นเรื่องสนุก
บางครั้งการสร้างแรงจูงใจก็เป็นเรื่องง่าย เมื่องานที่ต้องทำนั้นสนุกและน่าสนใจ
การลงมือทำอย่างเอาจริงเอาจังกลับเป็นเรื่องง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ลองนึกถึงเด็กที่ชอบเล่นบาสเก็ตบอลซ้อมชู๊ตแป้นบาสอย่างไม่รู้จักเบื่อ
เด็กชื่นชอบเทพเจ้ากรีกก็จะชอบอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อย่างเมามัน
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของการมีแรงจูงใจจากภายในเพราะว่าแรงจูงใจเกิดจากความสนุกสนานจากเนื้องานที่ต้องทำเหล่านั้นเอง
หากเป็นไปได้ การสร้างแรงจูงใจจากภายในโดยการเปลี่ยนงานที่ต้องทำเป็นกิจกรรมที่ทำแล้วสนุกดีแทนเป็นความคิดที่ดีทีเดียว
การเป็นคนขี้เล่น มีอารมณ์ขัน ปล่อยให้เด็กๆได้ทดลอง
กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกสนานมากขึ้น
แต่แรงจูงใจจากภายในจะเป็นตัวที่ทำให้เด็กเรียนรู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
บางครั้งการเรียนรู้เป็นเพียงการทำงานพื้นๆและแรงจูงใจจึงต้องมาจากสิ่งอื่นนอกเหนือจากเนื้องานที่ต้องทำ
ความเสี่ยงจากการให้รางวัล
บ่อยครั้งทีเดียวเมื่อแรงจูงใจของเด็กๆลดน้อยถอยลง
ผู้ใหญ่จะยื่นของรางวัลให้เพื่อให้เด็กๆยังทำมันต่อไป
สิ่งเหล่านี้มักมีผลดีเพียงช่วยครั้งชั่วคราวเท่านั้น
การใช้สติ๊กเกอร์ชาร์ตหรือการยื่นข้อเสนอว่าจะซื้อของเล่นเล็กๆน้อยๆมักมีผลแค่ให้พฤติกรรมดีขึ้นแค่เพียงระยะสั้นๆเท่านั้น
บางนั่นก็เพียงพอแล้วเพื่อให้ผ่านสถานการณ์ที่ยุ่งยากไป
รางวัลเล็กๆน้อยๆจะช่วยให้เด็กๆอิดออดน้อยลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากงานนั้นๆจะค่อยๆง่ายขึ้นหรือสนุกขึ้นเมื่อทำได้คล่องแล้ว
แต่การให้รางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจก็มีข้อจำกัด
หลังจากประมาณสามสัปดาห์ เด็กๆก็จะเคยชินกับระบบการให้รางวัลและเบื่อหน่ายกับมัน
การให้รางวัลทำให้งานที่ต้องทำนั้นกลายเป็นสิ่งที่เลือกว่าจะทำหรือไม่ก็ได้
เด็กๆอาจจะตัดสินใจว่ารางวัลที่จะได้นั้น
“ไม่คุ้มกันเลย!” และมองข้ามผ่านทั้งงานที่ต้องทำและรางวัลที่จะได้รับไปเสีย
เด็กๆอาจจะพยายามต่อรองเพื่อให้ได้รางวัลที่ต้องการมาโดยลงมือทำให้น้อยที่สุด
การให้รางวัลบ่อยเกินไปอาจนำไปสู่พฤติกรรมชอบต่อรองในเด็กๆ
คุณพ่อคุณแม่คงไม่อยากฝึกเด็กๆให้ตอบสนองต่อทุกคำขอร้องด้วยท่าที่ว่า “ถ้าหนูทำหนูจะได้อะไร?” ใช่ไหมคะ
อีกทางหนึ่งการให้รางวัลอาจกัดกร่อนแรงจูงใจจากภายในของตัวเด็กเนื่องจากมันสื่อว่า
“งานนี้ไม่ใช่งานที่หนูจะเลือกลงมือทำด้วยตัวเอง!
หนูแค่เลือกทำมันเพื่อของรางวัลเท่านั้น”
การให้รางวัลเป็นการควบคุมจากภายนอก
แต่สิ่งที่เราให้ลูกของเรามีคือแรงจูงใจจากภายในซึ่งมาจากตัวตนและสิ่งที่เขาให้คุณค่านั่นเอง
- แรงจูงใจที่เด็กๆจะยังคงมีอยู่แม้เมื่องงานนั้นจะไม่ง่ายและเมื่อเราไม่ได้วนเวียนอยู่รอบๆเพื่อกระตุ้นเขาแล้วก็ตาม
การสร้างแรงจูงใจจากภายใน
บนพื้นฐานจากงานวิจัยของ เอ็ดเวิร์ด เดซี และริชาร์ด
ไรอัน จากมหาวิทยาลัยแห่งโรเชสเตอร์
ชี้ให้เห็นถึงสิ่งสำคัญพื้นฐานสามสิ่งที่มีช่วยสร้างแรงจูงใจจากภายใน: ความสามารถ(Competence) อิสรภาพในการจัดการตนเอง(Autonomy) และความสัมพันธ์(Connection)
เราสามารถช่วยให้เด็กๆสร้างแรงจูงใจจากภายในด้วยการสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเหล่านี้
ความสามารถทำได้ดี (Competence)
ความชำนาญเป็นแรงกระตุ้นที่มีผลอย่างมาก เมื่อเด็กๆปั่นจักรยานได้เป็นครั้งแรก
พวกเขามักจะอยากปั่นมันทั้งวันทั้งคืนอย่างต่อเนื่องทุกๆวัน
ความเชี่ยวชาญในทักษะใหม่ๆนั้นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ในทางตรงกันข้าม
เด็กๆมักจะต่อต้านกิจกรรมที่เค้าคิดว่าเค้าทำมันได้ไม่ค่อยดีนัก
ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การเล่นเบสบอลหรือการเรียนไวโอลิน
เมื่อเด็กๆคิดว่าเค้าทำกิจกรรมใดได้แย่กว่าเพื่อนๆในวัยเดียวกันอย่างชัดเจน
เค้าก็จะไม่อยากทำมันอีก เค้ารู้สึกอับอายหรือขายหน้าและพร่ำบ่นว่ากิจกรรมนั้น “งี่เง่าและน่าเบื่อ”
บางครั้ง ทางแก้ปัญหาคือการเพิ่มทักษะความสามารถของเด็กโดพิจารณาช่องว่างระหว่างทักษะที่ควรทำได้กับความสามารถที่เขาทำได้ในปัจจุบัน, ความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือปัญหาเกี่ยวกับสมาธิ
บางครั้งเด็กๆก็จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือในการทำความเข้าใจว่าทำอย่างไรเขาถึงจะสามารถทำมันได้ดี
- ให้ค่าความพยายามและกลยุทธในการฝึกฝนทักษะ งานวิจัยของแครอล
ดเวคและเพื่อนร่วมงานของเธอแสดงให้เห็นว่าการชื่นชมเด็กถึงความพยายามแทนความสามารถที่ติดตัวมาแต่เกิดจะช่วยให้เขาอยากจะเผชิญสิ่งท้าทายในภายภาคหน้าต่อไป
เด็กๆจะได้รับประโยชน์จากกลยุทธในการเรียนรู้ทักษะด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น
การทบทวนบทเรียนวิชาคณิตศาสตร์ด้วยการฝึกฝนแก้ปัญหาโจทย์เลขนั้นได้ผลดีกว่าการเพียงแค่อ่านโน๊ตเนื้อหาบทเรียน
การใส่ใจในความพยายามและกลยุทธที่เหมาะสมในการฝึกทักษะจะนำทางให้เด็กๆมีความเชี่ยชาญในทักษะนั้นๆได้ดีขึ้น
- กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน
เด็กๆอาจถอดใจได้หากเขาได้พยายามทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเต็มที่แล้วภายหลังได้ยินว่า
“หนูทำมันผิดหมดเลยจ๊ะ” หรือ “หนูพลาดไปเยอะทีเดียวเลยล่ะ” หากลูกของคุณมีแนวโน้มที่จะลงมือทำกิจกรรมโดยไม่ได้อ่านโจทย์ที่ให้มาอยู่เสมอ
การอ่านโจทย์หรือเกณฑ์การให้คะแนนด้วยกันก่อนที่จะให้ลูกเริ่มลงมือทำงานจะช่วยลดการสูญเสียน้ำตาและความความพยายามที่สูญเปล่าได้
ฝึกให้ลูกวงกลมหรือขีดเส้นใต้เน้นสิ่งที่สำคัญในโจทย์หรือเช็คหัวข้อโครงงานที่ได้ทำเสร็จแล้ว
เพื่อฝึกให้ลูกเป็นคนละเอียดรอบคอบ
- ชี้ให้เห็นพัฒนาการ
การที่เด็กๆได้มองเห็นพัฒนาการของตนเองจะช่วยหนุนใจให้เขาเชื่อมั่นความสามารถของตัวเอง
กระจายงานใหญ่ที่ต้องทำเป็นงานย่อยทีละขั้นเพื่อให้เด็กๆมองเห็นว่างานที่ทำกำลังก้าวหน้าเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ
“เหลืออีกแค่ส่วนเดียวก็จะเสร็จแล้ว!”
เล่าเรื่องที่ลูกของคุณเคยพยายามต่อสู้และเอาชนะอุปสรรคได้ในที่สุด คุณอาจพูดในทำนองว่า “ลูกเคยมีปัญหากับอุปสรรคเหล่านั้น
แต่ตอนนี้ลูกก็เข้าใจและรู้ว่าจะรับมือกับมันได้อย่างไรแล้ว!”
อิสรภาพในการจัดการตนเอง
(Autonomy)
ไม่มีใครอยากถูกบังคับ บางครั้งเด็กๆก็ขาดแรงจูงใจเพียงเพราะเขารู้สึกว่ากำลังถูกบังคับให้ทำอะไรบางอย่าง
แน่นอนว่าเราไม่อาจให้อิสรภาพเด็กๆที่จำทำเฉพาะสิ่งที่อยากจะทำเท่านั้น
แต่เราควรลดแรงต่อต้านให้เหลือน้อยที่สุดโดยการยินยอมให้ลูกมีอิสระในการตัดสินใจอยู่บ้าง
ไม่ว่าจะด้วยการ
- ให้ทางเลือก การอนุญาตให้เด็กแสดงความคิดเห็นว่าเขาจะทำงานนั้นๆอย่างไรช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้ลงมือทำมากขึ้น
ให้ลูกของคุณเลือกระหว่างทางเลือกที่เป็นไปได้ ทำงานนี้หรืองานนั้น?
ทำตอนนี้หรือเมื่อไหร่ดี?
จำกัดทางเลือกไว้ไม่เกินสองสามทางเลือกเพราะเด็กๆอาจสับสนได้หากมีทางเลือกมากเกินไป
- อธิบายเหตุผลที่เด็กๆเข้าใจได้
เด็กๆจะลงมือทำสิ่งที่เขาเข้าใจเหตุผลว่าทำไมจำเป็นต้องทำง่ายขึ้น
บ่อยครั้งเด็กๆมักบ่นว่า “ทำไมหนูถึงต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ที่ไม่เห็นว่าเราจำเป็นต้องใช้มันเลย?”
คำตอบที่เป็นไปได้ทางหนึ่งคือ “ก็เพราะว่ามันจะช่วยให้หนูได้ฝึกทักษะที่จำเป็นใช้ไปตลอด
ไม่ว่าจะเป็น ทักษะการทำงานให้สำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกจดจำข้อมูล
และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ไงจ๊ะ”
- กระตุ้นการฝึกแก้ปัญหา
ทางแก้ที่ดีที่สุดต่อปัญหาขาดแรงจูงใจมักเกิดจากตัวเด็กๆเอง ในช่วงที่เขาสงบลงแล้ว
ลองถามลูกของคุณ “หนูคิดว่ามีอะไรบ้างที่จะช่วยให้หนูทำมันจนสำเร็จได้บ้างจ๊ะ?”
คุณอาจต้องใช้เวลาและความอดทนในการกระตุ้นให้เด็กๆก้าวข้ามผ่านการพร่ำบ่นไปสู่การวางแผนและลงมือทำ
สายสัมพันธ์
(Connection)
ความสัมพันธ์นั้นเป็นรากฐานที่สำคัญมากต่อแรงจูงใจ
เด็กๆล้วนอยากทำสิ่งที่จะทำให้เขาใกล้ชิดกับผู้คนหรือกลุ่มคนที่เขารักมากขึ้น
- ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูก บางครั้งสิ่งที่เด็กๆต้องการเพื่อให้พวกเขาสามารถก้าวต่อไปได้คือการแค่ได้รู้ว่ามีใครคนหนึ่งเข้าใจความอึดอัดในใจของเขา
คุณอาจพูดกับลูกว่า “ลูกคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่คุณครูมอบหมายงานให้ลูกตั้งมากมาย”
- มองหาคนต้นแบบและแรงสนับสนุนทางสังคม แรงจูงใจไม่เป็นต้องเป็นเรื่องของคนๆเดียว
บุคคลต้นแบบอาจช่วยให้เด็กจินตนาการเห็นภาพของตัวเองในอนาคต
การมีคุณครูที่เขารักหรือเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันนั้นมีส่วนเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆได้เป็นอย่างดี
ทบทวนบทเรียนกับเพื่อนช่วยแบ่งเบาการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น
แค่เพียงการได้นั่งใกล้ๆใครซักคนขณะทำงานก็ช่วยลดความรู้สึกท้อแท้และมีความพยายามมากขึ้นแล้ว
- การตั้งความคาดหวังอย่างเหมาะสม โดยทั่วไปแล้วเด็กทุกคนล้วนอยากให้คุณพ่อคุณแม่พึงพอใจ ปัจจัยนี้ไม่ใช่แรงจูงใจเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เด็กๆไม่เคยโตเกินไปที่จะอยากทำให้คุณพ่อคุณแม่ภาคภูมิใจ
การชมเชยมากเกินความเป็นจริงไม่ช่วยอะไร แต่เราก็ไม่หวงคำชื่นชมเพราะ
ไม่มีใครที่มีแรงจูงใจในทุกๆงานที่ทำอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา
คนเราล้วนมีวันที่ต้องการพักและงานบางงานที่เราหลีกเลี่ยงที่จะทำ
และเด็กๆก็ไม่จำเป็นต้องแสดงประสิทธิภาพในการทำงานในระดับเดียวกับผู้ใหญ่เช่นกัน
การมีแรงจูงใจจากภายในในการทำงานที่ไม่สนุกเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการฝึกฝนและวุฒิภาวะ
ในขณะเดียวกันเราจำต้องใจเย็นและมีคาดหวังต่อเด็กๆอย่างสมเหตุสมผลสะท้อนสิ่งที่ลูกๆของเราทำได้
หรือเกินกว่าปกติเล็กน้อย และเราต้องจำไว้เสมอว่าความรักความอบอุ่นและกำลังใจนั้นสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับเด็กๆมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์
คุณเคยมีคุณครูคนพิเศษที่เป็นแรงบันดาลใจและสร้างแรงจูงใจให้คุณไหมล่ะ?
ลองนึกทบทวนดูสิว่าคุณครูท่านนั้นทำได้อย่างไร?
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อวัฒถุประสงค์ทางการศึกษาเท่านั้น
ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือทดแทนการให้คำแนะนำทางการแพทย์ การบำบัดทางจิต
หรือการเข้ารับบริการเกี่ยวกับสุขภาพจิตได้
อ้างอิงจาก http://www.pbs.org/parents/expert-tips-advice/2015/08/teach-child-love-learning-keys-kids-motivation/